1. เสาเข็มเจาะ

    August 1, 2011 by admin

    เสาเข็มเจาะเสาเข็มเจาะ แบบแห้งติดตั้งสามขา (Tripod Rig) การทำงานในพื้นที่จำกัด (เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก)เข็มเจาะแห้ง- ระยะห่างจากผนังไม่ต่ำกว่า 0.75 เมตร
    - ต้นมุมต้องแทยงมุมไม่ต่ำกว่า 1 เมตร
    - ระยะความสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 3 เมตร
    - เมื่อเจาะถึงชั้นทรายต้องหยุดเจาะ
    - เมื่อเจาะเจอชั้นน้ำต้องหยุดทันที
    - พื้นที่เจาะต้องอยู่ในแนวระนาบเรียบ
    - พื้นที่ต้องไม่เป็นดินเลนโคลนลึก

    เสาเข็มเจาะ ชนิดนี้มีขนาดเล็กและความลึกไม่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่สุด 60 ซม. ความลึกไม่เกิน 29 ม. โดยทั่วไปที่พบเห็นจะกำหนดปลายเสาเข็มที่ระดับ 21 ม.หรือถึงชั้นทราย ซึ่งชั้นทรายที่ว่านี้ในกรุงเทพมหานครช่วงกลางๆเมืองเช่น สีลม รองเมือง เพลินจิต อุรุพงษ์ บางกะปิ พระโขนง เป็นต้น เป็นชั้นทรายปนดินเหนียวหรือทรายปนดินตะกอนสีเหลือง ( Clayey sand or silty sand) มีสภาพอ่อนเละๆ ใช้มือบีบให้เสียรูปได้ง่าย เป็นดินชุ่มน้ำสังเกตุได้จากความชุ่มแฉะของดิน และนั่นแสดงว่าดินชั้นนี้เป็นชั้นดินที่มีน้ำ หากขุดเจาะถึงดินชั้นนี้แล้วทิ้งไว้สักพักหนึ่งจะพบว่าบริเวณก้นหลุมเจาะมี น้ำ ชั้นทรายชั้นนี้จัดเป็นทรายชั้นแรกที่พบเจอ(First sand Layer) ระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 19 – 22 ม.

    เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ความลึก 21 ม.หรือถึงชั้นทราย รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 60 ตัน/ต้น (FS=2)
    เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นทรายที่ 22 ม. รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 70 ตัน/ต้น (FS=2.5)
    เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม. ความลึก 19 ม.หรือถึงชั้นทรายแน่น รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 30 ตัน/ต้น (FS=2.5)

    หลังจากจบการศึกษาได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานของบริษัท ที่ มีชื่อเสียงด้านการทำเสาเข็มเจาะแห่งหนึ่ง และนับแต่นั้นชีวิตการทำงานก็วนเวียนอยู่กับดิน เสาเข็มและฐานรากมาโดยตลอดล่วงเลยมาถึงปัจจุบันก็ประมาณ 21 – 22 ปีแล้ว เผลอแผล็บเดียวก็แก่เสียแล้วครับ ยังจำได้ดีครับ…..ว่าสมัยทำงานแรกๆไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวสักเท่าไร ไม่รู้จะเริ่มต้นทำงานอย่างไรถึงจะให้คนอื่นเรียกเราว่า ‘วิศวกร’ ได้เต็มปาก แต่ก็ยังโชคดีครับที่มีวิศวกรรุ่นพี่และเจ้านายที่ดีคอยอบรมและชี้แนะให้ อยู่เสมอๆ จึงได้เป็นผู้เป็นคนมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงทำงานใหม่ๆนั้นมักเป็นคนขี้สงสัย….สงสัยโน่น….สงสัยนี่..อยู่เรื่อย (สมัยนี้ก็ยังเป็นอยู่บ้างครับแต่ก็เบาไปเยอะ คงเป็นเพราะแก่ไปมาก…)อย่างกรณีข้อความสามบรรทัดข้างบนนี้ก็เคยเป็นหัวข้อ ที่สงสัยมาแล้ว “สิ่งที่สงสัยก็คือข้อความที่ขีดเส้นใต้นั่นแหละครับ ว่าเหตุใดปลายเสาเข็มต้องอยู่ในชั้นทราย? หากจะตอบว่าเพราะชั้นทรายแน่นรับแรงแบกทานได้ดี ทำให้เสาเข็มรับน้ำหนักบรรทุกได้มาก ก็คงจะเป็นคำตอบที่ดีและน่าจะถูกต้องสำหรับเสาเข็มตอก……..แต่หากเป็นเสาเข็ม เจาะระบบแห้ง(Dry-process bored pile) ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าภายในหลุมเจาะที่จะเทคอนกรีตนั้นควรอยู่ในสภาพที่ แห้ง เป็นไปได้หรือไม่ครับ..ว่าการขุดเจาะดินเพื่อทำเสาเข็มจะเป็นสาเหตุให้ทราย ที่เคยคาดหวังว่าอยู่ในสภาพแน่นมากกลับกลายเป็นสภาพหลวม หรือไม่ก็มีน้ำไหลในชั้นทรายดันเข้ามาในหลุมเจาะ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ปลายเสาเข็มวางอยู่บนทรายหลวมที่มีน้ำใต้ดินไหลดันอยู่ ตลอดเวลาจะให้ผลดีหรือ? คอนกรีตที่เพิ่งเทลงไปจะไม่ถูกน้ำชะล้างจนเหลือแต่หินหรือ? และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มก็คงไม่ดีเป็นแน่” ข้อสงสัยเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ หลังจากนั้นได้พยายามหาคำตอบเรื่อยมา จนปัจจุบันคาดว่าน่าจะได้คำตอบที่ดีมีเหตุผลซึ่งพอจะเรียบเรียงนำเสนอได้ดัง นี้ :

    ปัญหาชั้นดินทรายกับเสาเข็มเจาะระบบแห้ง
    คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าเสาเข็มเจาะที่ใช้กัน อยู่ในปัจจุบันแบ่งเป็นสองระบบนั่นคือระบบเปียกและระบบแห้ง ระบบเปียกนั้นมักจะเป็นเสาเข็มที่มีขนาดใหญ่และความลึกมากๆ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครปลายของเสาเข็มเจาะระบบเปียกจะอยู่ที่ระดับชั้น ทรายแน่นความลึกมากกว่า 30 เมตร การทำเสาเข็มต้องขุดเจาะดินลงไปถึงชั้นทราย และเนื่องจากทรายไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ดดินจึงเกิดการพังทลายได้ง่าย ดังนั้นเมื่อจะทำการขุดดินผ่านชั้นทรายจึงควรป้องกันการพังทลายของชั้นทราย ไว้ก่อน การลงปลอกเหล็กกันดินพัง (Temporary casing) เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ แต่การกดปลอกเหล็กลงไปในชั้นทรายที่ความลึกมากๆและเป็นชั้นทรายแน่นจะกระทำ ได้ยาก ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำสารละลายชนิดใดชนิดหนึ่งที่มีความหนาแน่นมากเพียง พอที่จะต้านการพังทลายของดินมาทดแทน เช่น สารละลายเบนโทไนท์ เป็นต้น ภายหลังขุดเจาะดินได้ระดับความลึกตามที่ต้องการแล้วก็จะทำการเทคอนกรีตผ่าน Tremie pipe คอนกรีตจะถูกส่งไปยังก้นหลุมเจาะไล่สารละลายให้ไหลขึ้นมายังปากหลุมเจาะ และเมื่อเทคอนกรีตอย่างต่อเนื่องจนเต็มสารละลายจะถูกดันออกจากหลุมเจาะจนหมด คำว่าเสาเข็มเจาะระบบเปียกก็คงจะมีที่มาจากการใช้สาร ละลายช่วยในการขุดเจาะดินนั่นเอง ดัง นั้นคงไม่ได้หมายความว่าเสาเข็มเจาะระบบเปียกจะต้องทำด้วยเครื่องมือที่มี ขนาดใหญ่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากเสาเข็มเจาะที่ทำด้วยเครื่องมือขนาดเล็กเช่นเสาเข็มเจาะที่ทำด้วยสามขา (Tripod Rig) และต้องใช้สารละลายอย่างใดอย่างหนึ่งช่วยในการขุดเจาะดิน กรรมวิธีในการเทคอนกรีตก็คงต้องเป็นเช่นเดียวกับการทำเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ และก็ควรเรียกว่าเป็นเสาเข็มเจาะระบบเปียกด้วยเช่นกัน

    “ผู้เขียนเคยทำเสาเข็มเจาะด้วย เครื่องมือชนิดสามขา(Tripod Rig)ที่โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เสาเข็มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. ปลายเข็มอยู่ที่ระดับ 9 เมตร (ต่ำจากผิวดิน) เนื่องจากสภาพดินตลอดความลึกที่เจาะเป็นดินแข็งมากสีน้ำตาล กดปลอกเหล็กกันดินได้ยาก ลงปลอกเหล็กกันดินได้เพียง 2 เมตร (เพราะกดไม่ลง) เมื่อทำการขุดเจาะดินไปได้ความลึกประมาณ 8-9 เมตร มีน้ำไหลเข้าในหลุมเจาะ และไหลแรงมากเพียงเวลาไม่นานน้ำไหลขึ้นมาถึงระดับที่ต่ำกว่าผิวดินเพียง 1.50 – 2.00 เมตร ตอนแรกสันนิษฐานว่าระดับความลึก 8 – 9 เมตรนั้นอาจเป็นดินทราย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นดินที่ระดับนั้นต้องเกิดการพังทลายแน่นอนแต่เมื่อนำ กระเช้าเก็บดิน(Bucket)มาขุดเจาะดินต่อไปกับไม่พบดินทรายเลย เมื่อพิจารณาจากผลการเจาะสำรวจดินในภายหลังจึงพบว่าดินที่ระดับดังกล่าวเป็น ดินที่มีความแข็งมากเกือบเป็นหินและมีร่องแตกมาก นั่นเป็นคำตอบว่าน้ำน่าจะไหลมาจากร่องที่แตกนี่เอง ปัญหาต่อเนื่องก็คือเมื่อปลายเสาเข็มเป็นดินที่มีน้ำไหลแม้จะลงปลอกเหล็ก (casing) ลงไปจนถึงดินชั้นนั้นก็ไม่สามารถกันน้ำได้เพราะน้ำจะยังคงไหลดันเข้าที่ปลาย ปลอกเหล็กตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงต้องขุดเจาะดินใต้น้ำในสภาพเช่นเดียวกับการทำเสาเข็มเจาะขนาด ใหญ่ และเมื่อขุดเจาะดินได้ระดับที่ต้องการแล้วก็ต้องเทคอนกรีตผ่าน Tremie pipe เช่นเดียวกัน เสาเข็มที่ทำด้วยกระบวนการเช่นนี้ก็ควรจะเรียกว่าเป็นเสาเข็มเจาะระบบเปียก ด้วย….จริงไหมครับ”

    เสาเข็มเจาะอีกประเภทหนึ่งคือเสาเข็มเจาะระบบแห้ง เสาเข็มชนิดนี้มีขนาดเล็กกว่าและความลึกไม่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่สุด 60 ซม. ความลึกไม่เกิน 29 ม. โดยทั่วไปที่พบเห็นจะกำหนดปลายเสาเข็มที่ระดับ 21 ม.หรือถึงชั้นทราย ซึ่งชั้นทรายที่ว่านี้ในกรุงเทพมหานครช่วงกลางๆเมืองเช่น สีลม รองเมือง เพลินจิต อุรุพงษ์ บางกะปิ พระโขนง เป็นต้น เป็นชั้นทรายปนดินเหนียวหรือทรายปนดินตะกอนสีเหลือง ( Clayey sand or silty sand) มีสภาพอ่อนเละๆ ใช้มือบีบให้เสียรูปได้ง่าย เป็นดินชุ่มน้ำสังเกตุได้จากความชุ่มแฉะของดิน และนั่นแสดงว่าดินชั้นนี้เป็นชั้นดินที่มีน้ำ หากขุดเจาะถึงดินชั้นนี้แล้วทิ้งไว้สักพักหนึ่งจะพบว่าบริเวณก้นหลุมเจาะมี น้ำ ชั้นทรายชั้นนี้จัดเป็นทรายชั้นแรกที่พบเจอ(First sand Layer) ระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 19 – 22 ม.

    นอกตัวเมืองออกไป เช่น บริเวณงามวงศ์วาน แจ้งวัฒนะ รังสิต นวนคร บางเขน เป็นต้น จะพบชั้นทรายที่ระดับตื้นกว่า คือประมาณ 16-18ม. ทรายที่พบมักจะเป็น Clean sand และด้วยเหตุที่น้ำไหลผ่านทรายได้ดี ดังนั้นเมื่อขุดเจาะดินถึงชั้นทราย น้ำจะไหลเข้าหลุมเจาะ แม้จะพยายามลงปลอกเหล็กกันดิน(Casing)ลงไปถึงชั้นทรายถึงระดับปลายเข็มที่ ต้องการก็ไม่สามารถป้องกันน้ำได้ เพราะน้ำจะยังคงไหลเข้าใต้ปลายปลอกเหล็กตลอดเวลา วิธีแก้ไขทางเดียวก็คือต้องกดปลอกเหล็กต่อลงไปให้ถึงดินเหนียวที่อยู่ใต้ ชั้นทราย วิธีนี้ดินเหนียวที่มีค่าการซึมผ่านได้ต่ำ จะช่วยป้องกันน้ำไม่ให้เข้าปลายหลุมเจาะได้ แต่ก็จะเป็นการบังคับให้จำเป็นต้องเปลี่ยนระดับปลายเข็มไปอยู่ในชั้นดิน เหนียวด้วย ทั้งนี้เพราะหากระดับดินที่ขุดเจาะยังอยู่ในปลอกเหล็กกันดิน ดินส่วนที่เหลือช่วงปลายปลอกเหล็กจะอุดตันกันไม่ให้คอนกรีตหรือเหล็กเสริม ไหลลงขณะถอนปลอกเหล็กกันดินขึ้น (เปรียบเสมือนกับจุกก๊อกที่ปิดปลายขวดกันน้ำไหลออกนั่นเอง) คอนกรีตและเหล็กเสริมจะถูกยกขึ้นพร้อมกับปลอกเหล็กกันดิน ทำเสาเข็มไม่เสร็จสมบูรณ์แถมเครื่องมือยังอาจเสียหายอีกด้วย

    เหตุใดจึงให้ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นทราย
    แม้ทรายจะไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ดดิน(Cohesion)แต่เมื่ออยู่ ในสภาพที่ถูกจำกัดขอบเขต (Confining condition) เม็ดทรายไม่สามารถลื่นไถลหรือเคลื่อนตัวไปทางอื่นได้ สภาวะเช่นนี้เม็ดทรายจะรวมตัวกันต้านแรงที่มากระทำได้ดี “สามารถ จำลองสภาพเช่นที่ว่านี้ให้เห็นได้ง่ายโดยนำทรายมาใส่แก้วให้เกินครึ่งถ้วย แล้วลองนำแท่งดินสอมาปักลงในทราย สังเกตพฤติกรรมของทรายขณะปักดินสอ จะพบว่าเม็ดทรายช่วงบนจะกลิ้งหรือเคลื่อนหนีออกจากตำแหน่งที่แท่งดินสอกดลง และเป็นการเคลื่อนตัวได้ง่ายเพราะผิวบนของทรายไม่มีอะไรกดทับอยู่ ต่อเมื่อกดแท่งดินสอต่ำลงไปเรื่อยๆ เม็ดทรายที่อยู่ต่ำลงไปจะเคลื่อนหนีได้ยากขึ้นเพราะมีน้ำหนักของทรายที่อยู่ ช่วงบนกดทับอยู่ และเมื่อกดต่ำต่อไปถึงตำแหน่งหนึ่งเม็ดทรายตรงปลายแท่งดินสอไม่สามารถ เคลื่อนตัวไปไหนได้อีกมีแต่จะต้องรวมตัวกันต้านทานแรงที่กดลง และจะพบว่าเราไม่สามารถกดแท่งดินสอจนถึงก้นแก้วได้ นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าทรายในสภาวะเช่นนี้จะรับแรงแบกทานได้ดี”

    การตอกเสาเข็มลงดินให้ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นทรายก็เพราะต้องการแรงแบกทาน ที่ปลายเข็ม ซึ่งพฤติกรรมที่เสาเข็มจมลงในชั้นทรายจะเป็นไปตามแบบจำลองที่กล่าวถึง นั่นก็คือปลายเสาเข็มจะต้องจมลงไปในชั้นทรายระดับหนึ่งก่อน จึงจะมีแรงต้านทานอันเนื่องจากทรายที่มากเพียงพอ และเพียงพอที่จะตรวจนับ Blow count ได้ เพราะเสาเข็มจะจมลงดินน้อยลงตามลำดับอันเนื่องจากมีแรงต้านที่ปลายเข็มจาก ทรายมากขึ้น แต่หากปลายเสาเข็มเป็นดินเหนียวพฤติกรรมการต้านแรงที่ปลายเสาเข็มจะต่างกัน ไป ดินเหนียวจะมีการยืดตัวมากเมื่อทิ้งลูกตุ้มตอกเข็มในแต่ละครั้ง ระยะการจมลึกของเข็มจะมากจนทำให้บางครั้งไม่สามารถตรวจนับ Blow count ได้

    สภาพจำลองการกดแท่งดินสอลงทรายในถ้วยแก้วดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งไม่สามารถกดให้แท่งดินสอจมลงถึงก้นแก้วได้ หาก ต้องการกดแท่งดินสอให้จมลงต่อไปจนถึงก้นแก้วต้องใช้แรงกดที่มากเพียงพอที่จะ กดจนเม็ดทราย(sand grain)แตกย่อยลง หรือทำการเจาะรูที่ก้นแก้วแล้วเปิดให้น้ำไหลเข้าจากก้นถ้วยแก้ว วิธีหลังนี้ไม่จำเป็นต้องกดแท่งดินสอ เพราะน้ำที่เปิดให้ไหลเข้านั้นจะทำให้ทรายฟุ้งขึ้น ทรายที่เคยแน่นจะกลับกลายเป็นสภาพหลวม แท่งดินสอจะจมลงจนถึงก้นถ้วยเอง ลักษณะเช่นนี้พอจะเปรียบเทียบได้กับเสาเข็มเจาะระบบแห้งที่วางปลายเสาเข็มใน ชั้นทราย เมื่อขุดเจาะดินจนถึงชั้นทรายจะมีน้ำไหลเข้าหลุมเจาะพร้อมกับทรายที่พังทลาย สภาพทรายใต้ปลายเข็มจะอยู่ในลักษณะที่ฟุ้งกระจายตามแรงดันของน้ำ สูญเสียสภาพความแน่นตัวที่เคยมีอยู่เดิม เช่นชั้นทรายที่ระดับดังกล่าวอาจมีค่า SPT > 30 bl/ft ผลจากกระบวนการทำเข็มทำให้ค่า SPT น้อยลง กำลังรับน้ำหนักปลายเข็มจึงมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย กลับกลายเป็นเสาเข็มที่รับน้ำหนักได้ด้วยแรงเสียดทานเพียงอย่างเดียว (Friction Pile)

    ลักษณะการไหลของน้ำเข้าหลุมเจาะ
    รูปที่ 1 – 8 เป็นรูปแสดงขั้นตอนการทำเสาเข็มเจาะระบบแห้งที่ทำด้วยเครื่องมือชนิดสามขา สภาพชั้นดินโดยทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครจะมีลักษณะดังที่แสดงในรูป เรียงลำดับจากดินเหนียวอ่อน ดินเหนียวแข็งปานกลางถึงแข็ง (Medium to stiff clay) ต่ำลงไปเป็นชั้นทรายหรือชั้นทรายปนดินเหนียวที่เรียกว่า First sand layer ถัดจากชั้นทรายจะเป็นดินเหนียวแข็งมาก(Very stiff to hard clay)สีน้ำตาล เมื่อพ้นชั้นนี้จะเป็นชั้นทรายอีกชั้นหนึ่งที่เรียกกันว่า Second sand layer การทำเสาเข็มเจาะระบบแห้งนั้นมักจะถูกกำหนดให้ปลายเสาเข็มอยู่ในทรายชั้นแรก (First sand layer) ซึ่งจะพบปัญหาเรื่องน้ำใต้ดินและการพังทลายของทรายดังได้กล่าวมาแล้ว

    หมายเหตุ สังเกตจากในรูปที่1 ว่าระดับน้ำใต้ดินอยู่ต่ำกว่าผิวดินไม่มากนัก (สามารถวัดระดับน้ำใต้ดินได้จากการเจาะสำรวจดินและทิ้งรูเจาะสำรวจดินไว้ไม่ น้อยกว่า 24 ชั่วโมง)

    รูปที่ 1 – 4 แสดงการลงปลอกเหล็กกันดินพัง ปลายปลอกเหล็กกันดินจะต้องฝังจมลงในชั้นดินเหนียวแข็ง ด้วยเหตุนี้ความยาวของปลอกเหล็กในการทำเสาเข็มเจาะแต่ละแห่งจะขึ้นอยู่กับ ความหนาของชั้นดินเหนียวอ่อน เมื่อลงปลอกเหล็กเรียบร้อยแล้ว ทำการขุดเจาะดินผ่านปลายปลอกเหล็กลงไปจนถึงระดับความลึกที่ต้องการ

    รูปที่ 5 – 8 แสดงให้เห็นว่าเมื่อขุดเจาะดินลงไปถึงชั้นทราย ซึ่งเป็นชั้นดินที่น้ำไหลซึมผ่านได้ง่าย น้ำจะไหลเข้าหลุมเจาะผ่านชั้นทราย แรงดันของน้ำที่เกิดขึ้นมีผลมาจากการขุดเจาะดินทำให้เกิดความต่างระดับของ น้ำที่ปลายล่างของหลุมเจาะกับระดับน้ำใต้ดิน (Underground water level) เกิดเป็นความต่างศักย์ (Diferent head)ผลักดันให้น้ำไหลเพื่อปรับระดับให้เสมอกัน น้ำในหลุมเจาะจะหยุดไหลเมื่อค่า Different head = 0

    หากดินทรายชั้นนั้นเป็นทรายล้วนๆ(Clean sand) น้ำจะไหลผ่าชั้นทรายได้สะดวก ทำให้น้ำไหลดันเข้ามาในหลุมเจาะได้เร็วมาก หากทิ้งหลุมเจาะไว้ระยะหนึ่งจะพบว่าน้ำขึ้นมาถึงระดับเดียวกับระดับน้ำใต้ ดิน เมื่อระดับน้ำเสมอกันแล้วจึงจะหยุดไหล เมื่อพบสภาพเช่นนี้จะไม่สามารถเทคอนกรีตได้ทัน หรือถ้าพยายามเร่งรีบเทคอนกรีตเพื่อกันน้ำดันขึ้นนั้น ก็จะได้เสาเข็มที่มีสภาพไม่ดี คอนกรีตบริเวณส่วนปลายเข็มจะเกิดการแยกตัวไม่ก่อรูปเป็นแท่งเข็ม ลักษณะเช่นนี้จะพบได้มากบริเวณสมุทรปราการ งามวงศ์วาน แจ้งวัฒนะ รังสิต และจรัญสนิทวงศ์ใกล้สะพานพระรามหก

    แต่หากชั้นทรายที่ปลายเข็มมีดินเหนียวปน ที่เรียกกันว่าทรายปนดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย น้ำจะดันเข้าหลุมเจาะได้ยากขึ้นเพราะดินเหนียวมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ด ดินช่วยเป็นตัวประสานระหว่าง เม็ดทรายอุดช่องทางการไหลของน้ำทำให้ค่าการไหลซึมผ่านของน้ำต่ำลง สภาพทรายชั้นแรกเช่นนี้พบได้บริเวณ สุขุมวิท รองเมือง สีลม ลาดพร้าว เมื่อเป็นดินเช่นนี้น้ำซึมผ่านได้ช้าทำให้เทคอนกรีตได้ทันเวลาโดยไม่พบว่ามี น้ำไหลดันเข้ามาในคอนกรีต แต่อย่างไรก็ตามหากสังเกตให้ดีจะพบว่าทรายปนดินเหนียวนั้นมักจะชุ่มแฉะและ อ่อนกว่าดินเหนียวที่อยู่เหนือดินชั้นนั้นเสียอีก ลักษณะดินเช่นนี้ไม่น่าจะรับน้ำหนักได้ดีเท่าดินเหนียวแข็ง ดังนั้นจึงควรให้ปลายเสาเข็มเจาะระบบแห้งอยู่ในชั้นดินเหนียวแข็งเหนือทราย ชั้นนี้ หรืออยู่ในดินเหนียวแข็งมาก (Very stiff to hard clay)ใต้ชั้นทราย

    บทสรุป
    จากที่กล่าวมาทั้งหมดพอสรุปได้ว่า การทำเสาเข็มเจาะระบบแห้งโดยให้ปลายเข็มอยู่ในชั้นทราย เมื่อขุดเจาะดินจนถึงชั้นทรายไม่ว่าจะเป็นทรายล้วนหรือทรายปนดินเหนียวชั้น ทรายดังกล่าวจะพังทลายเพราะไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ดดิน นอกจากนั้นในชั้นทรายยังมีน้ำใต้ดินไหลผ่านเป็นเหตุให้น้ำไหลเข้ามาในหลุม เจาะตลอดเวลาพร้อมกับการพังทลายของทราย หากเป็นทรายล้วนน้ำจะไหลเข้าหลุมเจาะเร็วมากจนไม่สามารถทำเสาเข็มได้ แต่หากเป็นทรายที่มีดินเหนียวปน (Clayey sand) การไหลซึมผ่านของน้ำจะช้าลง แต่หากทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง น้ำยังคงไหลเข้ามาในหลุมเจาะได้ แม้จะแก้ไขด้วยการลงปลอกเหล็กกันดิน(Casing)ยาวตลอด ก็อาจป้องกันน้ำไม่ได้เพราะน้ำยังคงไหลเข้าที่ปลาย Casing อยู่ดี สภาพทรายที่ปลายล่างของเข็มจะไม่แน่นตัวเหมือนอย่างที่เคยเป็นอยู่เดิม ดังนั้นด้วยการทำเสาเข็มระบบนี้จึงไม่ควรให้ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นทราย เพราะนอกจากจะมีปัญหาในขณะทำเสาเข็ม เสาเข็มอาจไม่สมบูรณ์แล้ว เสาเข็มที่ได้ยังมีกำลังแรงต้านทานที่ปลายเข็มต่ำอีกด้วย

    ข้อแนะนำ
    ใคร่ขอแนะนำเกี่ยวกับปลายเสาเข็มเจาะระบบแห้งดังนี้
    - ควรให้ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นดินเหนียวแข็งเหนือชั้นทราย ให้ระยะเหนือชั้นทรายเพียงพอที่จะไม่กระทบกระเทือนชั้นทรายจนน้ำใต้ดินไหล ดันขึ้นมา และต้องให้มีระยะหนาเพียงพอที่จะไม่เกิดการดันทะลุ (punching) ลงในชั้นทรายได้ (อาจให้ระยะเหนือชั้นทรายประมาณ 2-3 เท่าเส้นผ่าศูนย์กลางเข็ม) การวางปลายเสาเข็มที่ระดับเช่นนี้ Stress Zone ที่เกิดจากส่วนปลายเข็มจะผ่านเข้าในชั้นทรายแน่นที่ยังคงแน่นตามสภาพเดิม จะได้แรงต้านปลายเข็มที่ดีกว่าการไปเจาะดินรบกวนชั้นทราย

    - ในกรณีดินเหนียวเหนือชั้นทรายเป็นดินอ่อน ควรให้ปลายเข็มอยู่ในดินเหนียวแข็งใต้ชั้นทราย วิธีนี้ต้องขุดเจาะดินผ่านชั้นทรายชั้นแรก (First sand layer) จึงจำเป็นต้องลงปลอกเหล็กกันดินผ่านชั้นทรายให้ปลายปลอกเหล็กฝังจมในดิน เหนียวแข็ง ปลอกเหล็กจะป้องกันการพังทลายของทรายและป้องกันน้ำไหลเข้ามาในหลุมเจาะได้

    - แต่หากยังต้องการวางปลายเสาเข็มเจาะในชั้นทรายอย่างแน่นอนแล้ว ควรให้เป็นเสาเข็มเจาะระบบเปียกที่ใช้สารละลายเบนโทไนท์หรือสารละลายอื่นใด ที่มีความหนาแน่นเพียงพอที่จะป้องกันการพังทลายของทราย และทำให้ทรายมีความแน่นตัวใกล้เคียงสภาพเดิมที่เคยเป็นอยู่จะได้ผลดีกว่า ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ในการทำเสาเข็มเจาะ เสมอไป ในระดับความลึกไม่เกิน 25 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 60 ซม. สามารถทำเสาเข็มเจาะระบบเปียกได้ด้วยเครื่องมือชนิดสามขาเช่นกัน แต่เป็นที่แน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการทำงานมากกว่า

    เสาเข็มเจาะเสาเข็มเจาะ,เข็มเจาะ
    
    

    Category เสาเข็มเจาะ | Tags: ,,,,,,, | No Comments


  2. รับเจาะเสาเข็ม

    July 14, 2011 by admin

    รับทำเสาเข็มเจาะระบบแห้ง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35 , 40 , 50 , 60 ซม

    ราคาเริ่มต้นเพีบง 9000 บาท เท่านั้น

    - คอนกรีตผสมโม่ ในอัตตราส่วน 1:2:4 ปูนปอร์ตแลนด์

    - เหล็กยืนข้ออ้อย 12 มม. จำนวน 6 เส้น เหล็กเต็ม มอก.

    - เหล็กปลอกกลม 6 มม. ระยะห่าง 20-25 ซ.ม

    หมายเหตุ

    1. ราคานี้ไม่รวมค่าขนดินออกจากหน้างาน

    2. ราคานี้สำหรับการเจาะตั้งแต่ 12 ต้นขึ้นไป

    3. สำหรับจำนวนน้อยว่า 12 ต้น ยินดีให้สอบถามราคาได้ครับ

    4. มีโฟร์แมนควบคุมหน้างานตลอดเวลา

    5. รับประกันผลงาน

    6. ทำงานตามแบบที่กำหนด

    7. หากต้องการเปลี่ยนสเป็ก สามารถติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลา

    ใช้ทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี

    ไปดูหน้างานได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพหรือต่างจังหวัด

    สนใจติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลา

    ลักษณะงานที่ใช้เสาเข็มเจาะ
    - งานฐานรากที่ต้องระวังแรงสั่นสะเทือนอันอาจเกิด อันตรายต่ออาคารข้างเคียง ใช้แทน เสาเข็มตอก
    - งานฐานรากในบริเวณพื้นที่จำกัดคับแคบ ใต้อาคาร
    - งานแก้ไขฐานรากอาคาร โดยไม่ทำลายโครงสร้างเดิม
    - งานฐานรากเสริมแท่นเครื่องจักร
    - งานฐานรากขยายต่อเติมจากอาคารเดิม

     

    ดูผลงานได้ที่ เว็ปไซด์

    เสาเข็มเจาะ,เข็มเจาะ,ราคา,รับเจาะเสาเข็ม

    เสาเข็มเจาะ,เข็มเจาะ,ราคา,รับเจาะเสาเข็ม

    Category เสาเข็มเจาะ | Tags: ,,,,,,, | No Comments


  3. เสาเข็มเจาะและปัญหาเสาเข็ม

    by admin

    เข็มเจาะ เสาเข็มเจาะ

    เสา เข็มเป็นส่วนงานแรกๆ ในการก่อสร้าง เสาเข็มมีหน้าที่รับแรงกดจากฐานรากถ่ายลงดิน เสาเข็มมีหลายชนิด โดยสามารถแบ่งออกได้ตามชนิดของวัสดุดังนี้

    1.เสา เข็มคอนกรีตอัดแรง มีหน้าที่ตัดหลายแบบ ทั้งตัวไอ หกเหลี่ยมกลวง สี่เหลี่ยม และหน้าที่ตัดวงกลมกลวงที่เรียกว่าเสาเข็มกลมแรงเหวี่ยง หรือเสาเข็มสปัน (Spun) มี หลายขนาด การใช้งานขึ้นอยู่กับขนาดของโครงสร้างและการตอก หากน้ำหนักโครงสร้างไม่มากนัก ก็จะใช้เสาเข็มสั้น ความยาวประมาณ 3-6 เมตร การตอกนั้นใช้รถแบคโฮกด หากน้ำหนักมากขึ้น ก็จะต้องใช้เสาเข็มที่ยาวขึ้น และมีพื่นที่หน้าตัดมากขึ้น เสาเข็มแต่ละหน้าตัดจะมีความสามารถในการรับน้ำหนักต่างกัน

    2.เสา เข็มไม้ ส่วนใหญ่จะไม่ยาวนัก อยู่ที่ประมาณ 2-3 เมตร รับกำลังได้น้อยกว่าเสาเข็มคอนกรีตและเหล็ก โดยปกติใช้ไม้สน หรือไม้ยูคาลิปตัส การใช้งานมักใช้งาน เช่น  ตอก เป็นแนวรอบๆ หลุมขุดเพื่อเป็นกำแพงกันดินในหลุม ทั้งยังใช้เป็นเสาเข็มสำหรับฐานรากที่รับแรงไม่มากนัก เช่น ฐานรากถังน้ำใต้ดิน ฐานรากรั้ว เป็นต้น มีอายุการใช้งานน้อยกว่าเสาเข็มคอนกรีตหรือเหล็ก เนื่องจากเกิดการผุพังได้ง่ายในการใช้งานจะต้องตอกโดยให้ปลายเสาเข็มอยู่ต่ำ กว่าระดับน้ำใต้ดินเพื่อกันการผุพัง

    3.เสา เข็มเหล็ก มีข้อดีคือสามารถตอกทะลุชั้นดินแข็งได้ดี ทำจากเหล็กรูปพรรณ ความสามารถในการรับน้ำหนักขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่หน้าตัด มีราคาแพงกว่าเสาเข็มแบบอื่นๆ การตอกก็ต้องให้ปลายต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดินต่ำสุดตลอดปี เพื่อป้องกันสนิม หรืออาจใช้โลหะอื่นหล่อที่ปลายเสา
    เนื่อง มาจากปัจจุบันที่ก่อสร้างแต่ละที่คับแคบ และมีอาคารข้างเคียงมากมายเป็นบริเวณโดยรอบ อีกทั้งยังเป็นตรอก ซอกซอย การทำงานของวิศวกรในลักษณะการก่อสร้างลักษณะนี้ จะออกแบบฐานรากเป็นเสาเข็มเจาะเสมอ ประกอบกับบางเขตกำหนดโซนมาให้ว่า “โซนนี้ต้องเป็นเสาเข็มเจาะเท่านั้น” เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เสาเข็มเจาะเป็นที่แพร่หลายมีให้เห็นกันเกลื่อนตา

    เสา เข็มเจาะนั้นต้องควบคุมคุณภาพงานที่หน้างานทุกขั้นตอน (more…)

    Category ราคาเสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก, เสาเข็มเจาะแบบแห้ง, เสาเข็มเจาะและปัญหาเสาเข็ม | Tags: ,,,,,,, | No Comments


  4. เสาเข็มเจาะแบบแห้ง

    July 3, 2011 by admin

    ปลายเสาเข็มเจาะระบบแห้งอยู่ในชั้นทรายให้ผลดีจริงหรือ?
    โดย คุณ ธเนศ วีระศิริ  เสาเข็มเจาะแบบแห้ง

        รับเจาะเสาเข็ม เสาเข็มเจาะราคา

    “เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม. ความลึก 21 ม.หรือถึงชั้นทราย รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 60 ตัน/ต้น (FS=2)
    ” เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. ปลายเสาเข็มอยู่ในชั้นทรายที่ 22 ม. รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 70 ตัน/ต้น (FS=2.5)
    ” เสาเข็มเจาะเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม. ความลึก 19 ม.หรือถึงชั้นทรายแน่น รับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย 30 ตัน/ต้น (FS=2.5)

    หลังจากจบการศึกษาได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานของบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการทำเสาเข็มเจาะแห่งหนึ่ง        (more…)

    Category เสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะแบบแห้ง | Tags: ,,,,,,,,,,,,,,,,,, | No Comments


  5. เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก

    by admin

    ปัญหาเกี่ยวกับเสาเข็มเจาะขนาดเล็ก ธเนศ วีระศิริ อ.พิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

               เสาเข็มเจาะขนาดเล็กโดย ทั่วไปจะหมายถึงเสาเข็มเจาะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35, 50 และ 60 ซม. มีความลึกไม่เกิน 25 เมตร เครื่องมือที่ใช้ทำเสาเข็มประเภทนี้เรียกว่า Tripod Rig ประกอบด้วยแท่งเหล็ก 3 ท่อนยึดติดที่ปลายบนกับรอกเดี่ยว เมื่อติดตั้งเครื่องมือแล้วเสร็จจะมีลักษณะคล้ายขาหยั่งสามขา ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “ สามขาเจาะดิน” ความสูงของเครื่องมือประมาณ 3.00 – 3.50 เมตร เครื่องมือชนิดนี้เหมาะสำหรับทำเสาเข็มในพื้นที่คับแคบ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องมีความกว้างยาวของพื้นที่ประมาณ 2 x 3 เมตร   (more…)

    Category เสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะขนาดเล็ก | Tags: ,,,,,,,,,,,,,,,,, | No Comments


  6. เสาเข็มเจาะ กับการต่อเติม

    by admin

    ต่อเติมอย่างไรให้ทรุด

     

    “ต่อเติมอย่างไรให้ทรุด” เป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่คงจะสงสัยว่าทำไมแทนที่การต่อเติมอาคารทั่วไปจะต้อง พยายามทำให้อาคารไม่ทรุดไม่ใช่หรือ จริงๆ แล้ว ความเข้าใจของคนทั่วไปรวมถึงช่าง ผู้รับเหมา สถาปนิกหรือวิศวกรบางรายที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องการต่อเติมดีพอ คือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้การต่อเติมอาคารนั้นไม่ทรุด” ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความเข้าใจที่ผิด
    ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจถึง เรื่องการก่อสร้างอาคารก่อน การก่อสร้างอาคารใหม่หลายๆ หลังนั้นจะเริ่มต้นจากการตอกเสาเข็ม ทำฐานราก ก่อนจะทำโครงสร้างทั้งเสาและคาน จากนั้นจึงขึ้นเป็นอาคาร เหตุใดถึงต้องลงเข็มล่ะ ก็เนื่องจากว่าสภาพพื้นที่ที่จะก่อสร้างอาคารนั้นๆ มีการทรุดตัวตลอดเวลาซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีการทรุดตัวของพื้นดินที่แตกต่าง กันไปตามสภาพดินของพื้นที่นั้นๆ การลงเข็มจึงเป็นการทำให้อาคารนั้นๆ มีการทรุดตัวที่ช้ากว่าสภาพพื้นที่บริเวณนั้นและทำให้การทรุดตัวของอาคาร เป็นไปโดยพร้อมๆ กันทั้งอาคาร ไม่ทรุดตัวเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น
    ฉะนั้น การลงเสาเข็มเจาะไม่ใช่การทำให้อาคารไม่ทรุดตัว แต่ ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่จะคิดเพียงว่าถ้าลงเข็มมากๆ อาคารที่ก่อสร้างนั้นจะไม่ทรุด ขอย้ำว่า อาคารที่ก่อสร้างทุกหลังนั้นมีการทรุดตัวเพียงแต่การทรุดตัวในแต่ละปีนั้น เป็นเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจึงทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าอาคารนั้นไม่ทรุดตัว การต่อเติมอาคารแต่ละหลังนั้น เกิดจากความต้องการของเจ้าของอาคารที่จะขยายพื้นที่ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ หรืออาคารพาณิชย์ต่างๆ แสดงว่าอาคารส่วนที่จะต่อเติมนั้นต้องเกิดขึ้นหลังจากอาคารที่อยู่อาศัยนั้น สร้างแล้วเสร็จเป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งการต่อเติมอาคารแต่ละหลังนั้นต้องคำนึง ถึงโครงสร้างของอาคารเดิมว่ามีลักษณะอย่างไร สามารถต่อเติมตามความต้องการได้หรือไม่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ ก่อนที่จะต่อเติม อาคารควรจะตรวจสอบหรือหาแบบโครงสร้างของอาคารเดิมมาเพื่อ พิจารณาในการออกแบบโครงสร้างส่วนต่อเติมให้สัมพันธ์กับโครงสร้างอาคารเดิม และไม่เป็นการทำการโครงสร้างของกันและกันด้วยเมื่อเราได้แบบโครงสร้างอาคาร เดิมมาแล้ว ในหลายๆ ครั้งที่ช่าง ผู้รับเหมา สถาปนิกหรือวิศวกรบางรายมีความเข้าใจเรื่องการต่อเติมไม่ดีพอ พยายามที่จะออกแบบโครงสร้าง ฐานราก เสาเข็มให้เหมือนกับโครงสร้างอาคารเดิมโดยเข้าใจว่าเมื่อออกแบบโครงสร้าง ฐานราก เสาเข็ม เหมือนกับอาคารเดิมจะทำให้การทรุดตัวของส่วนต่อเติมเท่ากับอาคารเดิมแล้วการ ทรุดตัวของอาคารทั้ง 2 ส่วนจะเป็นไปพร้อมๆ กัน ไม่เกิดปัญหาการแตกร้าวของอาคาร หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินว่า ถ้ากลัวอาคารทรุดตัวแตกร้าว ก็ลงเข็มเยอะๆ สิ หรือ ลงเข็มให้เท่ากับอาคารเก่าจะทำให้อาคารส่วนต่อเติมไม่ทรุดตัว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ เพราะหลังจากก่อสร้างไปไม่กี่ปี (บางหลังต่อเติมไปไม่ถึงปี) ก็เกิดการทรุดตัวแตกร้าวระหว่างโครงสร้างทั้ง 2 ส่วน บางหลังก็เกิดอย่างรุนแรง ซึ่งหลังจากนี้การซ่อมแซมแก้ไขทำได้ยากและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จบสิ้นกลาย เป็นปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายบานปลายจนสุดท้ายก็ต้องทนอยู่กับโครงสร้างที่มีปัญหาอย่างไม่มี ทางเลือก ทีนี้ มาดูกันว่า “การต่อเติมอย่างไรให้ทรุดนั้น” หมายความว่าอย่างไร
    การต่อเติมนั้น ยิ่งทรุดตัวมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมื่ออาคารทรุดตัวมากๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งการทรุดตัวจะลดน้อยลง เมื่อคิดเช่นนั้นการต่อเติมของเราก็จะตั้งอยู่บนพื้นฐาน   “ยิ่งทรุดตัวมากยิ่งดี” ทำให้เราต้องออกแบบโครงสร้างอาคารส่วนต่อเติมให้แยกขาดจากอาคารเดิมเพื่อไม่ ให้เกิดผลกระทบกับโครงสร้างของอาคารเดิมและอาคารส่วนต่อเติม ให้อาคารทั้ง 2 ส่วนมีการทรุดตัวที่อิสระจากกัน หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า ถ้างั้นในส่วนของรอยต่อระหว่างโครงสร้างอาคารเดิมและอาคารส่วนต่อเติมเราจะ ทำอย่างไรตรงนั้นเมื่อเราแยกโครงสร้างของทั้ง 2 ส่วนจากกัน บริเวณรอยต่อก็จะเป็นร่องบ้าง เป็นรอยแยกบ้าง เมื่อรู้เช่นนั้น เราก็ทำการแก้ปัญหาบริเวณรอยต่อนั้นเสียด้วยการออกแบบซึ่งทำได้หลายๆ วิธี เช่น บริเวณรอยต่อพื้นก็ทำเป็นเหมือนร่องน้ำสามารถโรยกรวดหรือหินสีสวยๆ เพื่อตกแต่ง หรือออกแบบทำเป็นขึ้นบันไดเล็กน่ารักๆน็้ ก็ได้ บริเวณผนังที่เป็นรอยต่อก็สามารถออกแบบเป็นผนังตกแต่ง เช่นให้ไม้ฝาต่างๆ มากตี หรือตีกรอบวงกบหรือตู้สวยๆ ก็ได้ ด้านบนหรือเพดานก็ออกแบบฝ้าเพดานให้มีระดับหลดหลั่น ดร็อปฝ้า และยังมีวิธีการออกแบบอีกหลายๆ อย่างให้ดูดีดูเก๋ แล้วแต่ว่าต้องการจะให้ห้องนั้นเป็นลักษณะไหน ส่วนปัญหาเรื่องการรั่วซึมต่างๆ ก็สามารถใช้ผลิต ภัณฑ์กันรั่วซึมที่มีอยู่ตามท้องตลาด เช่น พวกอะคลีริค ยาแนวก่อนที่จะปิดผิวรอยต่อตามที่เราได้ออกแบบไว้แต่บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนั้นด้วย ดีไม่ดียังสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการตกแต่งพวกนี้อีกแถมเมื่ออาคารเกิดการ ทรุดตัว การตกแต่งพวกนี้ก็เสียหายต้องซ่อมแซมอยู่ดี ลองคิดดูง่ายๆ นะครับ ความเสียหายกับงานตกแต่งพวกนี้ เวลาซ่อมแซม เราจะเสียค่าซ่อมแซมเฉพาะบริเวณที่ตกแต่งซึ่งค่าใช้จ่ายไม่เท่าไหร่ หรือบางทีหากออกแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราก็สามารถที่จะซ่อมแซมเองได้ไม่ยากและไม่ต้องเรียกช่างมาให้เสียเวลาและ ค่าใช้จ่าย แต่หากเราต่อเติมโดยโครงสร้างอาคารเดิมและอาคารส่วนต่อเติมติดกันเมื่อเกิด การทรุดตัว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะเสียหายแค่บริเวณรอยต่อ บางแห่งลามไปถึงโครงสร้างของอาคารเดิม เมื่อจะทำการซ่อมแซมก็ทำได้ยาก มีค่าใช้จ่ายที่สูง บางทีต้องทุบผนังแล้วก่อใหม่ หากเกิดรุนแรงมากอาจถึงขั้นต้องทุบโครงสร้างส่วนต่อเติมทิ้ง บางทีอาจมีผลต่อโครงสร้างของอาคารเดิมได้ ซึ่งหากต้องทำการซ่อมแซมก็ไม่สามารถประเมินได้เลยว่าความใช้จ่ายจะเป็น เท่าไร และปัญหาจะหยุดแค่นี้หรือไม่ ทำให้เราอยู่โดยไม่สบายใจ เกิดความกังวลว่าโครงสร้างอาคารจะมีปัญหาหรือไม่
    จำไว้นะครับว่า การก่อสร้างบางอย่างเราเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็จริงแต่มันทำให้ปัญหาลด น้อยลง แต่หากเรามัวแต่คิดเพียงว่าไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ก็จะเข้าตำรา “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ซึ่งคงจะไม่คุ้มกันหรอกกับอาคารหรือบ้านที่เราต้องอยู่อาศัยไปทั้งชีวิต
    อ.โกศล วิจิตรทฤษฏี และ อ.สำเริง ฤิทธพริ้ง

    Category ข่าว เสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะ การต่อเติม | Tags: , | No Comments


  7. ราคาเสาเข็มเจาะ

    July 2, 2011 by admin

    ราคาเสาเข็มเจาะใน ปัจจุบันธุรกิจก่อสร้าง มีการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก จนทำให้เสาเข็มเจาะแบบแห้ง ที่มีในท้องตลาดนั้น เริ่มมีหลายคุณภาพและมาตรฐาน เพราะงาน เสาเข็มเจาะ นั้นเป็นงานที่ต้องมี ผู้เชี่ยวชาญ หรือ วิศวกร ควบคุมงาน ให้ได้ตามมาตรฐาน และหากเป็นผู้รับเหมาทั่วไป ท่านอาจถูกผู้รับเหมาบางคน ที่ไม่รับผิดชอบบิดเบือน หรือแอบแฝงการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานให้แก่อาคารหรือที่พักอาศัยของท่าน ได้  เราจึงอยากให้ ลูกค้าทุกท่านที่เป็นเจ้าของงาน ควรพึงระวังและสังเกตุ บริษัท เสาเข็มเจาะแบบแห้งที่ท่านกำลังจะว่าจ้าง หรือกำลังทำงานให้แก่ท่านว่า มีคุณภาพของช่างผู้ชำนาญการ และคุณภาพของวัสดุที่ใช้งานมากน้อนเพียงใด โดยไม่ใช่แค่คำนึงถึงราคาเพียงอย่างเดียว โดยสิ่งที่ควรจะสังเกตุง่ายๆมีดังนี้

    1. บริษัท รับทำเสาเข็มเจาะ  ที่ท่านไว้วางใจนั้น มีผู้เชี่ยวชาญ หรือ วิศวกร ที่ให้คำแนะนำที่ดูน่าเชื่อถือหรือไม่

    2. คอนกรีต และ เหล็ก ของ เสาเข็มเจาะ นั้นต้องถูกออกแบบตามมาตรฐาน  วสท. เช่น เหล็กควรเป็นเหล็กเต็ม คอนกรีตควรใช้คอนกรีตสำหรับงานเสาเข็มเจาะโดยเฉพาะ และจำนวนความยาวเหล็กกับความลึกสัมพันธ์กันหรือไม่

    3. ความพร้อมของสภาพเครื่องมือที่จะใช้ทำงาน เสาเข็มเจาะ มีสภาพอย่างไร (อาจทำให้งานล่าช้า)

    4. ขั้นตอนการทำ เสาเข็มเจาะ ถูกต้องตามมาตรฐานการ เจาะเสาเข็ม หรือไม่

    5. มีการรับประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับ เสาเข็มเจาะ อย่างไรบ้าง โดยส่วนใหญ่ควรจะว่าจ้าง เสาเข็มเจาะ ที่เป็นบริษัทมากกว่า ช่างโดยทั่วไป เพื่อความมั่นใจในคุณภาพของวัสดุ และการรับประกันต่างๆในงานที่จะเกิดขึ้น

    ทางบริษัท จึงมีข้อแนะนำท่านลูกค้าทุกท่าน ให้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวให้รอบครอบ หรือปรึกษาผู้ชำนาญการที่ไว้ใจได้ เพื่อให้การทำการเจาะเสาเข็ม ของโครงการของท่านได้รับประสิทธิภาพมากที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ ทาง บริษัท ของเราได้ให้บริการ ทำเสาเข็มเจาะ ที่มีคุณภาพ ราคา ถูก แก่ทุกท่าน

    การ เจาะ เสาเข็ม  แบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้

    1. การลงปลอกเหล็กชั่วคราว

    เมื่อตั้งเสาสามขา(Tripod)ในตำแหน่งที่กำหนด ใช้ลูกตุ้มเหล็กน้ำหนัก 900กิโลกรัม ตอกปลอกเหล็กชั่วคราวซึ่งมีความยาว 1.20–1.50เมตรลงดิน โดยแต่ละท่อน จะยึดติดด้วยเกลียว โดยจะตอกลงไปจนถึงระดับชั้นดินที่มีความแข็งแรงเพียงพอ เพื่อป้องกันการพังทลายของดินลงมาในหลุมที่ขุดเจาะ

    2.การขุดเจาะดินด้วยกระเช้าเก็บดิน (Bucket)

    ใช้กระเช้าเก็บดิน (Bucket) ขุดเจาะเอาดินในปอกเหล็กชั่วคราวออกจนถึงระดับความลึกที่ต้องการ ทำการตรวจวัดระดับความลึกก้นหลุมด้วยเทปวัด ก่อนดำเนินการขั้นตอนต่อไป

    3. การใส่เหล็กเสริม

    นำเหล็กเสริมที่มีความยาว 10+5+5 เมตร และระยะการต่อทาบของเหล็กในแต่ละวงเป็น40เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็ก ตามมาตรฐาน วสท.และมีระยะห่างระหว่างเหล็กปลอกไม่เกิน 0.20 เมตรใส่ในท้อเหล็กที่เจาะ โดยยกให้ปลายเหล็กพ้นจากก้นหลุมประมาณ 0.50 เมตร เพื่อประคองโครงเหล็กให้อยู่ตรงกลางหลุมเจาะจะต้องใส่ลูกปูน (Mortar) กันไว้เป็นระยะ โดยให้มีระยะห่าง (Covering) ไม่น้อยกว่า 7.5 เซนติเมตรโดยรอบ

    4. การเทคอนกรีต

    การทเคอนกรีตนั้น ต้องเทผ่านกรวยเทคอนกรีต ( Hopper ) เพื่อให้คอนกรีตหล่นกลางหลุม โดยไม่ปะทะกับผนังรูเจาะ ซึ่งจะช่วยลดการอยกตัวของคอนกรีต และจะช่วยให้เกิด Self compaction จึงมีการควบคุมค่า Slump Test ให้อยู่ระหว่าง 10 – 12.5 ซ.ม. โดยการเทนั้นต้องเทให้เต็มหรือเกือบเต็มหลุม ก่อนจะทำการถอนปลอกเหล็ก เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องและมองเห็นการยุบตัวของคอนกรีตได้ชัดเจน เพื่อเป็ฯการตรวจสอบในระดับหนึ่งว่าเข็มมีความสมบรูณ์ตลอดความยาว

    5. การถอนปลอกเหล็ก

    การถอนปลอกเหล็กหรือ Casting ขึ้นนั้น จะทำการถอนขึ้นทีละ 1 ท่อน โดยขณะถอนนั้นต้องให้มีปูนอยู่ใน Casting ตลอด เพื้อป้องกันไม่ให้ดินรอบข้างบีบอัดตัวจนทำให้หัวเข็มเสียรูปทรง หรือกันน้ำใต้ดินไหลเข้ามาในรูเจาะ และเมื่อคอนกรีตยุบตัว จะต้องทเคอนกรีตตามลงไปเพื่อให้ได้ตามระดับที่ต้องการ โดยปกติหัวเสาเข็มเจาะ จะต้องเผื่อระยะไว้เพื่อสกัดคอนกรีตที่มีสิ่งสกปรกออกประมาณ 30 – 50 ซ.ม.

    6. ทำเสาเข็มต้นต่อไป

    การทำเสาเข็มเจาะต้นถัดไป ต้องอยู่ห่างจากเสาเข็มเจาะต้นเดิม ไม่น้อยกว่า 6 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม แต่หากเกิดกรณี่ที่มิสามารถหลีกเหลี่ยงได้ โดยต้องเจาะเสาเข็มโดยที่ระยะห่างไม่ถึง 6 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางนั้น ควรทิ้งระยะเวลาให้เสาเข็มต้นที่เทปูนไปแล้วเซ็ตตัวอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และเมื่อทำงานเสร็จครบตามจำนวนต้นแล้ว ก็จะมีการทำความสะอาดพื้นที่เพื่อให้ทีมงานอื่น เข้ามาทำงานต่อได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหา

    Category ราคาเสาเข็มเจาะ, เสาเข็มเจาะ | Tags: ,,,,,,,,,,,,,,,,,, | No Comments


  8. เสาเข็มเจาะกับแผ่นดินไหว

    July 1, 2011 by admin

    จากการถกประเด็นในหัวข้อ “ประเทศไทย…กับการรับมือแผ่นดินไหว” ภัยพิบัติที่กำลังเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้นเรื่อย การปรับตัวของตึกสูงในกทม.มีความน่าเชื่อถือ และได้มาตรญานมากน้อยเพียงใด…

    จากการถกประเด็นในหัวข้อ “ประเทศไทย…กับการรับมือแผ่นดินไหว” โดยนักวิชาการด้านแผ่นดินไหว ธรณีวิทยา และวิศวกรด้านโยธาธิการ ที่มาร่วมกันมองถึงแผนการรับมือแผ่นดินไหว ภัยพิบัติที่กำลังเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้นเรื่อย ในรายการคมชัดลึก เมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค.2554 ทางสถานีโทรทัศน์ เนชั่นแชแนล เกี่ยวกับการปรับตัวของตึกสูง และมาตรฐานการรับมือภัยพิบัติของอาคารสูงมีความมั่นใจได้มากน้อยเพียวใด

    รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญประจำหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อเสนเทศเชิงพื้นที่ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากสถิติแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดใกล้เคียงพื้นที่เมื่อวาน เคยเกิดขึ้น 7.7 ริคเตอร์ปี 2531 มีผู้เสียชีวิต 700 กว่าคน ถ้าแผ่นดินไหวลึกในชั้นดินน้อยกว่า 35 กม.ถือว่าตื้น ยิ่งตื้นยิ่งอันตราย แต่เมืองไทยโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ริคเตอร์ยากมาก และรอยเลื่อนในประเทศไทยไม่ใช้ทุกรอยจะมีพลัง และส่วนมากเกิดลึกกว่า 35 กิโลเมตร ทำให้ส่วนมากเมื่อมีแผ่นดินไหวจะมีความแรงไม่เกิน 5 ริคเตอร์ แต่ที่เกิดแผ่นดินไหวที่พม่าแล้วตึกสูงในกรุงเทพฯ ได้รับแรงสั่นสะเทือน เพราะตึกสูงในกทม.มักเจาะเสาเข็มฐานรากลึกทะลุชั้นดินอ่อน ไปถึงชั้นหิน เวลาเกิดการสั่นสะเทือนจากที่ไกลๆ จึงได้รับรู้แรงไปด้วย แต่กรุงเทพยังปลอดภับกว่าภาคเหนือ และเมืองกาญจนบุรี เพราะอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว

    นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญฯ ธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อว่า กับเรื่องพิบัติภัย ขณะนี้ เป็นเรื่องใหม่ของสังคมย� กรณีของแผ่นดินไหวเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ในเชิงการเรียนการสอนเรื่องการออกแบบต้านพิบัติภัยมีหลายปัจจัยย� ขึ้นอยู่กับว่าสังคมเราต้องการมาตรฐานขนาดไหน สังคมไทยจะต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องมาตรฐานพิบัติภัย แต่นักวิชาการ และนักวิจัย ยังมองต่างกัน ในแง่วิศวกรเรายังมองเรื่องการออกแบบที่เหมาะกับการลงทุน สำหรับในบ้านเรา ไม่ได้มองตัวอย่างการป้องกันพิบัติภัยสูงๆ แบบในบ้านเมืองอื่นเอามาใช้กับเรา อาทิ การออกแบบที่ปลอดภัยย� แต่เมื่อหลายๆ รายเขาก็ต้องมีการคำนวณให้เกิดการคุมค่า ถ้าทำรายเดียวไม่ยาก

    ด้าน ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ดินอ่อนในกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นที่อาคารสูงๆ จะต้องโยกเสมอ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ขึ้นอยู่กับความถี่ และรูปแบบการโยก โดยเราคาดได้ว่าอาคารแบบไหนจะโยก เช่นอาคารที่โลก 1-2 วินาทีต่อรอบ ยิ่งอาคารสูงมากก็ยิ่งมีการโลกหลายความถี่ เรื่องนี้วิศวกรออกแบบอาคารตึกสูงรู้ดี แต่เนื่องจากไม่มีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวใน กทม. แต่แหล่งกำเนิดใหญ่ๆ อยู่นอกกรุงเทพ ที่ส่งผลได้ เช่น แผ่นดินไหวภาคเหนือ ที่ห่างหลายพัน กม. และถ้าหากสะเทือนกว่า 7.5 ริกเตอร์ แล้วเกิดที่เมืองกาญจนบุรีย� ก็จะสามารถรับรู้เพราะเสาเข็มเจาะลึกไปถึงชั้นหิน แต่ไม่มีอันตรายกับตัวอาคาร

    ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว กล่าวต่อว่า แต่ถ้าหากมีปัจจัยเสริมก็อาจส่งผลระยะยาวกับโครงสร้าง ที่เป็นอาคารตึกสูงจากการวิจัยและศึกษามาหลายๆ กรณี ในต่างจังหวัดทั้งในภาคเหนือ และกาญจนบุรี เป็นพื้นที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่อยู่ในพม่า จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูง หรือ บ้านเรือนประชาชนที่ไม่สูงก็ได้รับความเสียหาย แต่ใน กทม.อยู่ห่างจุดที่เกิดแผ่นดินไหวเป็นพันกิโลเมตร ผลกระทบจึงน้อยเว้นเสียแต่จะมีปัจจัยบวกในด้านอื่นๆ มาสนับสนุนแรงสั่นสะเทือน

    ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวอีกว่า กฎกระทรวงไม่ได้ใส่รายละเอียดเรื่องการออกแบบ ก่อสร้างอาคารมากนัก กรมโยธาธิการก็ต้องมาใส่รายละเอียดมากขึ้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่เราพูดถึงกัน ในการเรียนการสอนก็ไม่ได้ มีการเรียนรู้ด้านนี้ คนทำได้เป็นกลุ่มน้อยที่สนใจเรียนต่อระดับปริญญาตรี ส่วนอาคารที่สามารถต้านทานแผ่นดินไหว ไม่ได้มีการเพิ่มเติมติดอุปกรณ์ หรือออกแบบให้มีลักษณะปรับปรุงให้ทนทานกันเสมอไป อาจจะเป็นอาคารธรรมดา ที่เสาโครงสร้างก็ปกติทั่วไป แต่หลักการออกแบบอาคารต้องรักษาชีวิตคน อาจจะร้าวได้ สั่นได้ โยกได้ แต่คนต้องออกจากอาคารได้เวลาเกิดแผ่นดินไหว

    นายสุรชัย พรภัทรกุล วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมืองย� กล่าวว่า สำหรับกฎหมายการก่อสร้างอาคาร การบังคับใช้ค่อนข้างตอบยากอยู่ที่ความรับผิดชอบของวิศวกร แต่หลังจากปี 2550 ก็น่าจะมั่นใจได้ระดับหนึ่ง กฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และในฉบับแก้ไข กฎกระทรวงฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540) ได้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน ตาก และกาญจนบุรี โดยเหตุที่ กฎกระทรวงนี้ เป็นข้อกำหนดอันแรก เกี่ยวกับ การออกแบบอาคาร ต้านแผ่นดินไหว ในประเทศ ออกมารองรับ มองว่าเหมาะสมและเพียงพอ ในการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนย� เพราะอาคารสาธารณะ อาทิ โรงแรม ห้างสรรพสินค้าย� คอนโดมิเนียมย�

    วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวอีกว่า ตามกฎหมายระบุบังคับว่าอาคารตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไปต้องมีการออกแบบอาคารที่ต้านแผ่นดินไหว โดยผู้ก่อสร้างต้องไปยื่นแบบกับโยธาจังหวัด แล้วฎกระทรวงที่ผ่านมาก็มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขมามาก กลายเป็นตัวถ่วงการพัฒนา เพราะแก้ไขยาก และยังมีกฎหมายดูแลวิศวกรอีก 3 กฎหมาย คือ กฎกระทรวงฯ ตามพรบ.ควบคุมอาคารฯ กฎหมายแพ่ง และอาญา เราต้องมั่นใจในกฎกระทรวงฯ เหมือนกับเราต้องมั่นใจวิศวกรไทย และทำให้มั่นใจ 100% ว่าเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว จะปลอดภัย และการผ่านกฎกระทรวงผู้พักอาศัยก็มั่นใจว่า สามารถพักอาศัยได้อย่างปลอดภัยย�

    สิ่งสำคัญในอนาคตจากนี้ อยากให้มีการรียนการสอนวิศวกรและสถาปนิกที่จะจบออกมาใหม่ โดยปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ให้มีการเรียนเรื่องการออกแบบก่อสร้าง อาคารต้านแผ่นดินไหว ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีเลย เด็กรุ่นใหม่ที่จบออกมาจะได้มาช่วยกันออกแบบ ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่ต้านแผ่นดินไหวมากกว่านี้ เพราะลำพังเวลานี้ก็อาศัยคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ มีไม่มากเพียงพอ ประเทศยังต้องการวิศวกรและสถาปนิกที่มีความสามารถด้านนี้อีก เพราะแผ่นดินไหวมันใกล้ตัมากชนิดที่อะไรก็เกิดได้ในเวลานี้…